Fusion Markets ถือเป็นหนึ่งในโบรกเกอร์สัญชาติออสเตรเลียที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จุดเด่นที่ทำให้ชื่อของ Fusion Markets ถูกพูดถึงบ่อยในกลุ่มเทรดเดอร์ คือ “ต้นทุนการเทรดที่ต่ำเป็นพิเศษ” และ “ความโปร่งใสด้านข้อมูล” ที่ถือว่าหาได้ยากในโบรกเกอร์รุ่นใหม่หลายเจ้า
แม้จะก่อตั้งในปี 2017 แต่โบรกเกอร์กลับมีโครงสร้างการกำกับดูแลที่แข็งแรง มีใบอนุญาตจาก ASIC ของออสเตรเลีย รวมถึง FSA Seychelles และ FSC Vanuatu ที่ใช้ให้บริการแก่ลูกค้าต่างประเทศ นอกจากนี้ บริการฝากถอนสำหรับคนไทยยังทำได้ค่อนข้างง่าย มีซัพพอร์ตภาษาไทย และหน้าเว็บภาษาไทยที่ใช้งานสะดวก
ด้วยจุดขายหลักอย่าง “สเปรดต่ำ ค่าธรรมเนียมต่ำ ระบบฝากถอนดี และให้ข้อมูลชัดเจน” ทำให้ Fusion Markets กลายเป็นโบรกเกอร์ที่เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการลดต้นทุนการเทรดและมองหาแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ในระยะยาว
ข้อมูลสำคัญของ Fusion Markets
[row_inner_3] [col_inner_3 span__sm=”12″ margin=”-10px 0px -70px 0px”] [/col_inner_3] [/row_inner_3]- ก่อตั้ง: ปี 2017
- ใบอนุญาต: FSCvanuatu, ASIC,FSASeychelles
- ฝากถอนธนาคารไทย: ได้
- ฝากถอนผ่านคริปโต: ได้
- Copy Trading: มี
- ฝากขั้นต่ำ: 500 THB
- ถอนขั้นต่ำ:15 USD
- Leverage สูงสุด: 1:200
- Spread+ค่าคอม EUR/USD: 9.02 USD/Lots
- Spread+ค่าคอม XAUUSD: 16.01 USD/Lots
เปิดบัญชี Fusion Markets ฟรี
เปิดบัญชีง่าย ใช้เวลาเพียง 5 นาที ไม่มีค่าธรรมเนียม
จุดเด่นที่ทำให้ Fusion Markets น่าใช้งาน
Fusion Markets เป็นโบรกเกอร์ที่ออกแบบมาเพื่อ “ลดต้นทุนการเทรดให้เทรดเดอร์ได้มากที่สุด” ซึ่งถือเป็นจุดที่โดดเด่นกว่าโบรกเกอร์หลายเจ้าในอุตสาหกรรม โดยข้อมูลจากไฟล์ที่คุณให้มาระบุไว้อย่างชัดเจนว่าความได้เปรียบของโบรกเกอร์นี้ไม่ได้อยู่แค่ค่าธรรมเนียมต่ำ แต่ยังรวมถึงระบบที่โปร่งใส การตอบสนองของซัพพอร์ต และความเสถียรของแพลตฟอร์มด้วย
1. ค่าธรรมเนียมการเทรดต่ำมาก โดยเฉพาะบัญชี Zero
Fusion Markets โปรโมทตัวเองว่าเป็น “หนึ่งในโบรกเกอร์ที่ต้นทุนการเทรดต่ำที่สุด” ซึ่งเมื่อดูข้อมูลจริงก็พบว่าค่าคอมมิชชั่นของบัญชี Zero อยู่ที่ $4.5 ต่อรอบ (Round Turn) ซึ่งถือว่าต่ำกว่าโบรกเกอร์ระดับโลกหลายเจ้าอย่างชัดเจน ซึ่งเหมาะกับ
- เทรดเดอร์สาย Scalping
- เทรดเดอร์ที่เปิดปิดออเดอร์บ่อย
- ผู้ใช้ EA ที่ต้องการต้นทุนต่ำและความเสถียร
2. มีใบอนุญาตกำกับดูแลจาก ASIC ของออสเตรเลีย
จุดนี้ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้โบรกเกอร์ได้มาก เพราะ ASIC ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มงวดที่สุดในโลก โดยFusion Markets ถือใบอนุญาตจาก 3 หน่วยงาน
- ASIC (Australia)
- FSA Seychelles
- FSC Vanuatu
โดยลูกค้าคนไทยจะอยู่ภายใต้ FSC Vanuatu ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโบรกเกอร์ที่ให้บริการระดับนานาชาติ

3. ซัพพอร์ตคุณภาพสูง โดยเฉพาะซัพพอร์ตคนไทย
- ซัพพอร์ตไทยตอบชัดเจน เข้าใจง่าย
- ให้ข้อมูลเพิ่มเติมแม้เป็นคำถามเฉพาะทาง เช่น เลเวอเรจ เงื่อนไขการเทรด VPS ฯลฯ
- สามารถติดต่อผ่าน LINE ได้ ซึ่งสะดวกสำหรับคนไทย
- คะแนนจากผู้ทดสอบก็มักอยู่ที่ 8–10 เกือบทุกหมวด ซึ่งถือว่าดีมากเมื่อเทียบกับโบรกเกอร์ทั่วไปในระดับเดียวกัน
4. ระบบฝาก-ถอนใช้งานง่าย รองรับธนาคารไทยโดยตรง
- ช่องทางฝากถอนที่รองรับ ได้แก่ Thai QR Payment (ฝากขั้นต่ำเพียง 500 บาท) และ ถอนผ่านธนาคารไทย (ขั้นต่ำ 15 USD)
- รองรับ Crypto, Skrill, Neteller, Jeton, MiFinity
- ความเร็วในการฝาก: ทันที
- ความเร็วการถอนที่ทดสอบจริง: 1 วัน 1 ชั่วโมง 57 นาที พร้อมต้องยืนยันผ่านอีเมลก่อนถอนทุกครั้ง
- ความสะดวกนี้ถือว่าเป็นจุดที่โดดเด่นสำหรับนักเทรดไทยมาก
5. ความเสถียรของระบบเทรดดี ไม่มีปัญหา Requote ในการทดสอบจริง
- ไม่เจอการปฏิเสธคำสั่ง (Order Reject)
- ความเร็วเปิดปิดออเดอร์เฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 260–300 ms
- กราฟไม่ผิดปกติ
- ไม่มีปัญหาช่วงตลาดปกติ
- นี่คือสิ่งที่เทรดเดอร์จริงให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลขสเปรดด้วยซ้ำ เพราะ Execution มีผลต่อกำไรขาดทุนโดยตรง
6. สเปรดต่ำ โดยเฉพาะบัญชี Zero
การทดสอบภาคสนามและรีวิวจากผู้ใช้จริงใน FPA และ Trustpilot ระบุว่า Fusion Markets เป็นหนึ่งในโบรกเกอร์ที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในกลุ่ม ECN/Raw Spread โดยคะแนนรีวิวของผู้ใช้ก็ดีมาก
- FPA: 4.58 คะแนน จาก 277 รีวิว
- Trustpilot: 4.6 คะแนน จาก 2,559 รีวิว
7. มีบริการ VPS ฟรี สำหรับผู้ที่เทรด 20 ล็อตต่อเดือน
- CPU 1 Core
- RAM 30 GB
- SSD 2 GB
เหมาะสำหรับสาย EA ที่ต้องการระบบที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม หากเทรดครบตามเงื่อนไขก็มักจะได้รับเครดิตคืนในวันสุดท้ายของเดือน
ข้อมูลเชิงเทคนิคที่เทรดเดอร์ต้องรู้
หัวข้อนี้จะสรุปข้อมูลด้านเทคนิคทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเทรดใน Fusion Markets ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ในการประเมินความเหมาะสมของโบรกเกอร์ ไม่ว่าจะเป็นประเภทบัญชี ค่าธรรมเนียม สเปรด เลเวอเรจ ไปจนถึงความเร็วในการส่งคำสั่งและระบบ Risk Management
ประเภทบัญชีและค่าธรรมเนียมการเทรด
- บัญชี Zero (เหมาะกับผู้ต้องการต้นทุนต่ำที่สุด)
- ฝากขั้นต่ำ: ไม่มี
- ค่าคอมมิชชั่น: $4.5 / round turn
- เลเวอเรจสูงสุด: 1:200
- ประเภทสินค้าที่เทรดได้: Forex, Indices, Metals, Commodities, US Stocks, Crypto ฯลฯ
- Margin Call: 90%
- Stop Out: 20%
- Swap-free: ไม่มี
- จุดเด่นของบัญชีนี้คือค่าคอมฯ ต่ำมาก เหมาะสำหรับ Scalper, EA, และเทรดเดอร์ที่เปิดปิดออเดอร์บ่อย
- บัญชี Classic (เหมาะกับมือใหม่)
- ฝากขั้นต่ำ: ไม่มี
- ค่าคอมมิชชั่น: ไม่มี
- สเปรดจะสูงกว่า Zero เล็กน้อย
- เงื่อนไขด้านเลเวอเรจ Margin Call Stop Out เหมือนบัญชี Zero ทุกประการ
- บัญชีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโครงสร้างราคาแบบรวมสเปรด ไม่อยากคำนวณคอมมิชชั่นเพิ่มเติม
ไม่มีบัญชีพิเศษเพิ่มเติม เช่น Cent / ECN / STP แม้ว่าซัพพอร์ตจะตอบแบบอ้อม ๆ แต่ข้อสรุปคือ ไม่มี บัญชีเหล่านี้ให้บริการจริง

Leverage และเงื่อนไขการใช้งาน
Fusion Markets เป็นโบรกเกอร์ที่มีเงื่อนไขเลเวอเรจค่อนข้าง “ตรงไปตรงมาและยืดหยุ่น” เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และผู้ที่ต้องการใช้กลยุทธ์เชิงเทคนิคหรือ EA โดยไม่มีข้อจำกัดซ่อนเร้นเหมือนบางโบรกเกอร์ในตลาด
Fusion Markets ให้เลเวอเรจสูงสุด 1:200 สำหรับบัญชีทุกประเภทและสำหรับลูกค้าส่วนใหญ่ รวมถึงลูกค้าคนไทยด้วย
เลเวอเรจระดับนี้ถือว่า “สมดุล”สูงพอสำหรับเทรดเดอร์ทั่วไป แต่ไม่สูงเกินไปจนเสี่ยงต่อการล้างพอร์ตง่ายเหมือนโบรกเกอร์ที่ให้ 1:1000 หรือ 1:2000
ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปปรับเลเวอเรจในระบบได้เองโดยไม่ต้องติดต่อซัพพอร์ต ซึ่งเป็นข้อดีมากสำหรับผู้ที่ต้องการทดสอบกลยุทธ์หลายรูปแบบ
โดยรวมแล้วในด้านเลเวอเรจ Fusion Markets เป็นหนึ่งในโบรกเกอร์ที่มีเงื่อนไข “โปร่งใสและไม่ซับซ้อน” ตรงกับความต้องการของเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ที่ต้องการการตั้งค่าคงที่และไม่เปลี่ยนแปลงโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
เงื่อนไข Spread และ Slippage
หัวข้อนี้เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่สุดของรีวิว เพราะ “ต้นทุนการเทรดจริง” ของเทรดเดอร์ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่คอมมิชชั่น แต่รวมถึง สเปรด + การลื่นของราคา (Slippage) ด้วย โดย Fusion Markets ทำผลงานได้ค่อนข้างดีและมีความน่าเชื่อถือสูงในภาพรวม
บัญชี Zero มีสเปรดต่ำมาก จุดขายอันดับ 1 ของโบรกเกอร์นี้
- เป็นบัญชีที่ Fusion Markets ใช้ในการโปรโมทตัวเองว่าเป็น “โบรกเกอร์ต้นทุนต่ำที่สุด”
- เมื่อเทียบกับโบรกเกอร์ระดับโลกในกลุ่ม ECN/Raw Spread ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก
- เทรดเดอร์จริงใน FPA และ Trustpilot ต่างรีวิวไปในทิศทางเดียวกันว่า สเปรดแคบและนิ่ง
บัญชี Classic รวมสเปรดแล้ว แต่ยังถือว่าไม่สูง
- เหมาะกับมือใหม่ที่ต้องการความง่าย ไม่ต้องคำนวณค่าคอมมิชชั่น
- แต่ต้องการต้นทุนรวมที่ไม่สูงจนเกินไป
ภาพรวมสเปรด:
- สเปรดคงที่ตามสภาพตลาด
- ช่วงตลาดปกติทำงานได้ดี
- ไม่มีปัญหาสเปรดวิ่งผิดปกติในการทดสอบการใช้งานจริง

การลื่นของราคา (Slippage) ทดสอบเทรดช่วงตลาดปกติ
- ไม่พบการลื่นของราคาที่ผิดปกติ
- ไม่พบออเดอร์ Reject
- ความเร็วในการส่งคำสั่งอยู่ที่ 260–300 ms ซึ่งถือว่าเร็วใช้ได้สำหรับบัญชีมาตรฐาน
Swap และค่าธรรมเนียมถือออเดอร์ข้ามคืน
ข้อมูลเกี่ยวกับ Swap เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ต้องรู้ก่อนใช้งานโบรกเกอร์ เพราะมีผลโดยตรงต่อกลยุทธ์ถือออเดอร์ระยะกลาง–ยาว รวมถึงผู้ใช้ EA บางประเภทที่อาจได้เปรียบจากการถือ Swap บวก ซึ่งในส่วนนี้ Fusion Markets มีข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจนและโปร่งใส จากเอกสารที่คุณให้มา
มี Swap ทุกบัญชี ทั้งบัญชี Zero และ Classic ไม่มี Swap-free และไม่มีบัญชีอิสลาม (Islamic Account) ซึ่งหมายความว่าทุกออเดอร์ที่ถือข้ามคืนจะถูกคิดดอกเบี้ยตามคู่เงินหรือประเภทสินค้าที่ถืออยู่

ความเร็วในการส่งคำสั่ง (Execution Speed)
ความเร็วในการส่งคำสั่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เทรดเดอร์ระดับมืออาชีพให้ความสำคัญมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่ม Scalper, EA Trader และเทรดเดอร์ที่เทรดช่วงตลาดผันผวน เพราะ Execution ที่ช้าหรือมีดีเลย์เพียงไม่กี่ร้อยมิลลิวินาทีก็สามารถทำให้ต้นทุนสูงขึ้นหรือทำให้จุดเข้าออกไม่ตรงตามกลยุทธ์ที่วางไว้
| รายการทดสอบ | Classic (ms) | Zero (ms) |
|---|---|---|
| ความเร็วการเปิดออเดอร์ | 299.164 | 302.143 |
| ความเร็วการเลื่อน Take Profit | 265.019 | 269.013 |
| ความเร็วการเลื่อน Stop Loss | 264.296 | 266.905 |
| ความเร็วการปิดออเดอร์ | 302 | 297.872 |

การตีความผลทดสอบ Execution
- ถือว่าเร็วสำหรับโบรกเกอร์ที่ใช้ cTrader และเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ… เวลานี้เป็นค่าที่ดีมากสำหรับเทรดเดอร์ทั่วไป รวมถึง EA ที่ไม่ได้เน้น High-frequency
- ความเร็วคงที่ทั้งบัญชี Zero และ Classic… การที่ตัวเลขใกล้เคียงกันแสดงว่าเซิร์ฟเวอร์จัดการคำสั่งได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่มีความเหลื่อมระหว่างบัญชี
- ไม่พบออเดอร์ถูกปฏิเสธ (Reject)… ในการทดสอบเทรดปกติ
- ไม่พบการหน่วง (Delay)
- ไม่พบ Requote
- ไม่พบกราฟผิดปกติ
- ถือว่าเป็นจุดเด่นมาก เพราะแสดงว่าโบรกเกอร์ไม่ได้ดัดแปลงราคา (Price manipulation)
ระบบการฝาก-ถอนเงิน และค่าธรรมเนียม
ระบบฝาก–ถอนของ Fusion Markets ถือว่าเป็นหนึ่งในจุดเด่นที่เหมาะกับเทรดเดอร์ชาวไทยอย่างมาก เพราะมีทั้งช่องทางที่หลากหลาย ความรวดเร็ว และรองรับการทำธุรกรรมผ่านธนาคารไทยโดยตรง ซึ่งช่วยให้การใช้งานสะดวกกว่าหลายโบรกเกอร์ในระดับเดียวกัน ข้อมูลทั้งหมดด้านล่างอ้างอิงจากไฟล์ที่คุณให้มาแบบครบถ้วน
ช่องทางฝาก ถอน ทั้งหมดที่มี
- Thai QR Payment (XPay)
- Local Bank Transfer (รองรับธนาคารไทย)
- International Bank Wire
- Visa / Mastercard
- PayPal
- Crypto (BTC, ETH, LTC, USDC, USDT, XRP)
- Skrill
- Neteller
- Jetonbank
- MiFinity
ถือว่าเป็นหนึ่งในโบรกเกอร์ที่มีช่องทางฝากเงิน “ครอบคลุมที่สุด” เมื่อเทียบกับโบรกเกอร์สัญชาติออสเตรเลียทั่วไป
ฝากผ่าน Thai QR Payment (แนะนำที่สุด)
- ฝากขั้นต่ำ: 500 บาท
- ฝากสูงสุด: 500,000 บาท/ครั้ง
- เงินเข้าทันที (ตามผลทดสอบจริง)
- XPay เป็นช่องทางที่นักเทรดไทยนิยมที่สุด เพราะสะดวก รวดเร็ว และไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง
ถอนผ่านธนาคารไทย (Local Bank Transfer)
- ขั้นต่ำ: 15 USD
- สูงสุด: 500,000 บาท/ครั้ง
- ต้องกด ยืนยันการถอน (Confirm Withdrawal) ผ่านอีเมลทุกครั้ง
ความเร็วการถอนตามการทดสอบจริง
- แจ้งถอน: 30/4/2025 เวลา 10:54
- เงินเข้าบัญชี: 1/5/2025 เวลา 12:51
- ใช้เวลาทั้งหมด: 1 วัน 1 ชั่วโมง 57 นาที
อัตราแลกเปลี่ยนเมื่อฝาก–ถอนเงิน
- ฝาก 3,358 บาท -> ได้ 100.01 USD
- ถอน 100.01 USD -> ได้ 3,324 บาท
- อัตราความต่าง (Spread) ของการฝากถอนรวม: 1.01%
- ถือว่าเป็น “อัตราที่ดีมาก” เมื่อเทียบกับโบรกเกอร์ที่ใช้ผู้ให้บริการ Payment Gateway ในไทย

ระบบป้องกันความเสี่ยง (Risk Management)
Fusion Markets มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ออกแบบมาให้โปร่งใสและใช้งานง่าย แม้จะไม่ได้ซับซ้อนเหมือนโบรกเกอร์ยุโรปบางเจ้า แต่ถือว่าครอบคลุมเพียงพอสำหรับการเทรดของทั้งมือใหม่และมืออาชีพ โดยอ้างอิงจากข้อมูลในไฟล์ที่คุณให้มา
- แยกบัญชีเงินลูกค้า (Segregated Account) -> เงินลูกค้าถูกเก็บแยกจากเงินบริษัท 100% และฝากไว้กับธนาคารใหญ่ระดับโลก เช่น HSBC และ NAB ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความโปร่งใสอย่างมาก
- ได้รับการคุ้มครองจาก The Financial Commission -> Fusion Markets เป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุมัติจาก Financial Commission ซึ่งหมายความว่าหากมีข้อพิพาท ลูกค้าสามารถได้รับเงินชดเชยสูงสุดถึง 20,000 USD ตามเงื่อนไขขององค์กร
- โครงสร้าง Margin และ Stop Out ชัดเจน -> Margin Call: 90% และ Stop Out: 20% ซึ่ง เป็นระดับที่ผู้ใช้สามารถจัดการความเสี่ยงได้ง่าย และช่วยเตือนล่วงหน้าก่อนเกิดการปิดออเดอร์อัตโนมัติ
- เลเวอเรจไม่เปลี่ยนแปลงช่วงข่าวหรือวันหยุด -> Fusion Marketsไม่ปรับลดเลเวอเรจอัตโนมัติในช่วงข่าวแรง วันหยุด หรือช่วงตลาดปิด ทำให้เทรดเดอร์วางแผนบริหารความเสี่ยงได้อย่างต่อเนื่อง
- รองรับ Hedging และการส่งคำสั่งถี่ -> สามารถใช้ Hedging ได้เต็มรูปแบบ และส่งคำสั่งถี่ได้ (ตามเงื่อนไขไม่กระทบเซิร์ฟเวอร์) เอื้อต่อเทรดเดอร์สาย Scalping และ EA
- ระบบยืนยันตัวตนก่อนถอนเงิน -> ทุกครั้งที่ถอนต้องกดยืนยันผ่านอีเมล (Email Confirmation) ช่วยลดโอกาสความผิดพลาดและเพิ่มความปลอดภัย
ถือใบอนุญาตกำกับดูแลหลายประเทศ -> รวมถึง ASIC ที่เป็นหน่วยงานเข้มงวดจากออสเตรเลีย ทำให้โครงสร้างภาพรวมของบริษัทมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
การใช้ VPS และ EA ใน Fusion Markets
Fusion Markets รองรับการใช้งาน EA และ VPS อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ที่เน้นระบบอัตโนมัติ โดยข้อมูลในไฟล์ของคุณแสดงรายละเอียดค่อนข้างครบถ้วน และมีความเป็นมิตรกับผู้ใช้ทุกระดับ
รองรับ EA ทุกประเภท
Fusion Markets เปิดกว้างสำหรับการใช้งาน EA ไม่ว่าจะเป็น
- EA Scalping
- EA Grid
- EA Martingale
- EA HFT (ถ้าไม่กระทบเซิร์ฟเวอร์)
ไม่มีข้อจำกัดแปลก ๆ เช่น
- ห้าม Hedging
- ห้ามส่งคำสั่งถี่
- ห้ามเปิดออเดอร์ช่วงตลาดปิด
ซึ่งทำให้โบรกเกอร์นี้เหมาะอย่างมากกับนักพัฒนา EA และเทรดเดอร์ที่ใช้ระบบอัตโนมัติเป็นหลัก
คุณสมบัติของ VPS จาก Fusion Markets
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| CPU | 1 Core |
| RAM | 30 GB |
| SSD | 2 GB |
| ค่าบริการ | ฟรี หากเทรดครบ 20 ล็อตต่อเดือน |
| รองรับแพลตฟอร์ม | MT4 / MT5 / cTrader |
เงื่อนไขการใช้งาน VPS ฟรี -> Fusion Markets จะคืนเครดิตค่าใช้จ่าย VPS ในวันสิ้นเดือน หากผู้ใช้มีปริมาณเทรดครบ 20 ล็อตในคู่เงินหรือโลหะ ภายใน 30 วัน
ระบบ Copytrade ของ Fusion Markets เป็นยังไง

Fusion Markets มีระบบ Copytrade ของตัวเองชื่อ Fusion+ รวมถึงรองรับแพลตฟอร์ม Copytrade ภายนอกอย่าง DupliTrade ด้วย แต่จากข้อมูลในไฟล์ที่คุณให้มา ระบบ Copytrade ของ Fusion Markets ยังมีจุดที่ต้องพัฒนาอยู่พอสมควร โดยเฉพาะด้านความสะดวกในการค้นหากลยุทธ์และข้อมูลสถิติที่เทรดเดอร์ต้องการใช้ตัดสินใจ
Fusion+ ระบบ Copytrade หลักของโบรกเกอร์
ทำหน้าที่เป็นทั้ง “ผู้ให้สัญญาณ (Master)” และ “ผู้ติดตาม (Follower)” ได้ แต่… ต้องมีลิงก์เข้าร่วมกลยุทธ์จากผู้ให้สัญญาณก่อน ซึ่งหมายความว่า
- ผู้ใช้ไม่สามารถค้นหากลยุทธ์ในหน้า Dashboard ได้เอง
- ต้องได้รับลิงก์จาก Master เท่านั้นจึงจะเข้าดูหรือกดติดตามได้
- นี่เป็นข้อจำกัดที่ค่อนข้างมากสำหรับการใช้งานจริง
ข้อดีของระบบ Copytrade ใน Fusion Markets
- รองรับทั้ง Fusion+ และ DupliTrade
- ค่าใช้จ่ายไม่แพง (เทรดครบ 2.5 ล็อต/เดือนก็ใช้ฟรี)
- ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน
- เหมาะสำหรับคนที่มี Master อยู่แล้ว
ข้อเสียของระบบ Copytrade
- Fusion+ ต้องมีลิงก์จากผู้ให้สัญญาณเท่านั้น
- ไม่สามารถค้นหากลยุทธ์บน Dashboard เองได้
- ไม่มีข้อมูลสถิติเชิงลึกให้ดู
- ยังไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ต้องการเปรียบเทียบหลายกลยุทธ์
ข้อเสียของ Fusion Markets ที่คุณควรรู้ก่อนใช้งาน
แม้ Fusion Markets จะเป็นโบรกเกอร์ที่มีจุดเด่นด้านต้นทุนต่ำ ความโปร่งใสสูง และระบบซัพพอร์ตที่ดี แต่จากข้อมูลในไฟล์ที่คุณให้มา ยังมีข้อจำกัดหลายประเด็นที่เทรดเดอร์ควรรู้ก่อนเริ่มใช้งาน เพื่อให้สามารถประเมินความเหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตนเองได้อย่างถูกต้อง
1. ระบบ Copytrade ยังไม่สมบูรณ์
- ถือเป็นข้อเสียที่เด่นที่สุด
- ไม่สามารถค้นหากลยุทธ์ใน Dashboard เองได้
- ต้องมีลิงก์จาก Master เท่านั้นถึงจะเข้าดูหรือกดติดตามได้
- ไม่มีข้อมูลสถิติสำคัญ เช่น Win rate, MaxDD, ผลงานย้อนหลัง
- ไม่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการเลือกกลยุทธ์ด้วยตนเอง
- ในตลาดปัจจุบัน โบรกเกอร์หลายแห่งมีระบบ Copytrade ที่สมบูรณ์กว่า ทำให้ Fusion Markets ดูล้าหลังในจุดนี้
2. ไม่มีบัญชี Cent / ECN / STP แยกให้เลือก
- แม้จะมีบัญชี Zero ที่ค่าคอมต่ำ แต่โบรกเกอร์ไม่มีบัญชีประเภทพิเศษ เช่น
- บัญชี Cent สำหรับมือใหม่
- บัญชี ECN ที่มีโครงสร้างชัดเจน
- บัญชี STP ที่โปร่งใสด้านคำสั่ง
- สิ่งนี้ทำให้ตัวเลือกค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการทดลองระบบด้วยเงินจำนวนเล็ก ๆ (Cent Account)
3. Swap ทุกบัญชี และไม่มีบัญชี Swap-free
- Fusion Markets ไม่มีบัญชี Islamic หรือ Swap-free ดังนั้น ผู้ที่ถือออเดอร์ข้ามคืนบ่อยอาจเสียต้นทุนสูง
- ไม่เหมาะกับกลยุทธ์ถือยาว (Swing Trade, Position Trade)
- ไม่ดีสำหรับ EA ประเภทถือไม้ยาวหรือทำกำไรจาก Swap บวก
- ถือเป็นข้อจำกัดสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ระยะกลาง–ยาว
4. การถอนเงินต้องยืนยันผ่านอีเมลทุกครั้ง
- แม้ช่วยเพิ่มความปลอดภัย แต่ก็ทำให้ขั้นตอนยุ่งยากขึ้น เทรดเดอร์ที่ถอนบ่อยอาจรำคาญ
- หากไม่ได้กดอีเมลยืนยัน -> การถอนจะไม่ดำเนินการ
- หากอีเมลตกหล่นอาจทำให้การถอนล่าช้า
- เหมาะกับความปลอดภัย แต่ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการความเร็วสูงสุด
5. ไม่มีข้อมูล Liquidity Provider อย่างเจาะจง
- แม้จะบอกว่าใช้ “Tier 1 Liquidity” แต่ไม่ได้ระบุรายชื่อธนาคารหรือ LP ที่ชัดเจน
- เทรดเดอร์บางกลุ่ม เช่น Algo Trader ขั้นสูง อาจต้องการข้อมูลนี้
- โบรกเกอร์ระดับ ECN บางเจ้าจะเปิดเผย LP แบบโปร่งใสกว่า
- อย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็นข้อจำกัดที่พบได้ทั่วไปในตลาด
6. สถิติการเทรดช่วงข่าวยังไม่มีข้อมูลชัดเจน
- ยังไม่พบผลทดสอบเทรดข่าวจริง เช่น
- Slippage หลังข่าว
- สเปรดกระโดดแค่ไหน
- ความเร็วการเปิดออเดอร์ช่วงข่าว
- ทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเหมาะกับสาย News Trading หรือไม่
7. ระบบใช้งานบางส่วนต้องตามถามซัพพอร์ตหลายรอบ
- บางคำถามต้องถามซ้ำ
- บางครั้งตอบกำกวม เช่น คำถามเกี่ยวกับบัญชี STP/ECN
- อาจใช้เวลานานหากต้องรอข้อมูลจากสำนักงานใหญ่
- แม้ซัพพอร์ตโดยรวมดีมาก แต่ความสม่ำเสมอของคุณภาพยังพัฒนาต่อได้
ข้อสรุปจากผู้เชี่ยวชาญว่า Fusion Markets น่าใช้งานไหม?
Fusion Markets เป็นโบรกเกอร์ที่โดดเด่นด้านต้นทุนการเทรดต่ำ ความโปร่งใส และความเสถียรของระบบ ส่งผลให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับเทรดเดอร์ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและความคุ้มค่า การใช้งานโดยรวมเป็นมิตร ทั้งซัพพอร์ตไทยที่ตอบดีและระบบฝาก–ถอนที่สะดวก
แม้จะมีข้อจำกัดบางด้าน เช่น ระบบ Copytrade ที่ยังไม่สมบูรณ์ และไม่มีบัญชีประเภทพิเศษอย่าง Cent แต่ด้วยภาพรวมด้านความปลอดภัย ความเร็วในการส่งคำสั่ง และบริการที่ต่อเนื่อง Fusion Markets จึงเป็นโบรกเกอร์ที่เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่ที่ต้องการความง่าย และมืออาชีพที่ต้องการต้นทุนต่ำในการเทรดทุกวัน




